วันอังคาร, สิงหาคม 21, 2018
พืชผัก/สมุนไพร

เผือกหอม ปลูกง่ายไม่ยาก รายได้ดี

407Views

เผือกหอม ปลูกง่ายไม่ยาก รายได้ดี เผือกหอมมีลักษณะคล้ายต้นบอน เป็นพืชล้มลุกที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ในยามขาดแคลนอาหารจำพวกแป้งเราสามารถกินเผือกแทนข้าวได้ และยังสามารถนำเผือกมาทำขนมหวานได้หลายรูปแบบ เหตุผลที่มีการรับประทานเผือกกันมากเพราะมีรสชาติดี ทำให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกยึดเป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ และเนื่องจากเผือกหอมขายได้ราคาดี เกษตรกรจึงสนใจปลูกมากกว่าเผือกชนิดอื่นๆ

ทำเลและฤดูการปลูกเผือกหอม
เผือกหอมเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก หากขาดน้ำจะไม่เจริญเติบโต หรือถ้าปลูกในดินเหนียวหัวจะผอมยาว ไม่อวบสวย ต้นเผือกชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดีไม่ท่วมขังเมื่อฝนตกชุก มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ถ้าปลูกเผือกหอมหลังจากการทำนา ควรเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หรือช้ากว่านี้ได้เล็กน้อย แต่ต้องเกินเดือนเมษายน เพราะถ้าปลูกช้าไปกว่านี้จะปลูกข้าวไม่ทันฝนเมื่อทำการเก็บเกี่ยวเผือกหมดแล้ว และถ้าฝนตกชุกมีน้ำขังในนา ในระยะที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตจะทำให้เกิดการเน่าเสียอีกด้วย แต่ถ้าปลูกเผือกในฤดูแล้งต้องรดน้ำอย่าให้ขาด

พันธุ์เผือก
เผือกที่ใช้ทำพันธุ์ เป็นเผือกลูกซอหรือตะเกียงที่แตกออกจากหัวเผือก พันธุ์เผือกหอมที่เกษตรกรจะหาซื้อพันธุ์ได้มาจากท้องที่ที่มีการปลูกกันมากๆ เช่น อำเภอบ้านนา จ.นครนายก และจังหวัดในเขตภาคกลาง เช่น นครปฐม อยุธยา ปทุมธานี เป็นต้น

วิธีชำต้นเผือก
เมื่อได้พันธุ์เผือกมาแล้ว นำมาวางบนดินที่เปียกชุ่มในที่ร่มให้วางเป็นแถวๆ ปิดคลุมด้วยฟางรดน้ำให้ชุ่มประมาณ 5-6 วัน เผือกจะเริ่มผลิหน่อเติบโตเป็นต้นอ่อนสูงประมาณ 10-12 ซม. ถ้าลูกเผือกแตกหน่อหลายยอด ควรเด็ดให้เหลือเพียงยอดเดียวแล้วทำการย้ายไปปลูกได้

การเตรียมดินแปลงปลูก
ยกร่องทำแปลงปลูกกว้างประมาณ 5 ม. ยาวไปตามพื้นที่ดิน ระยะห่างของร่องห่างกันประมาณ 1-1 ½ เมตร เมื่อฝนตกหนักน้ำจะได้ไม่ขังบนแปลงปลูก ขุดหลุมปลูกกว้าง 50 เซนติเมตร หากดินในท้องที่มีสภาพเป็นกรดสูง ควรแก้ไขด้วยการใส่หินปูนหรือปูนขาวคลุกเคล้าขณะทำการไถพรวน ประมาณไร่ละ 500 กิโลกรัม หรือคลุกประมาณ 1 กระป๋องนมข้นในหลุมปลูก หากปลูกไม่มากสามารถใช้ขี้เถ้าแทนปูนขาวได้ เพราะถ้าดินมีสภาพเป็นกรดสูง พืชจะไม่สามารถดูดสารอาหารและแร่ธาตุไปเลี้ยงลำต้นได้

วิธีปลูกเผือกหอม
ย้ายต้นอ่อนที่ชำไว้ปลูกลงในหลุมให้ลำต้นตั้งตรง กลบดินพอมิดหัวเผือก ควรปลูกในตอนเย็น ต้องหมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มอยู่เสมอ เมื่อเผือกตั้งตัวได้ค่อยเว้นระยะห่างออกไป การรดน้ำใช้ฝักบัวให้น้ำพุ่งออกเป็นฝอย ทำให้สะดวกในการรดน้ำต้นเผือกมาก ไม่นานเผือกจะแตกหน่อเป็นกอ ควรตัดหน่อที่แตกออกทิ้งเสียให้เหลือไว้เพียงต้นเดียว เพราะถ้ามีหลายหน่อเผือกจะมีหัวเล็ก ขายไม่ได้ราคา
เผือกจะมีหัวและโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุประมาณ 4-5 เดือน ระยะนี้ให้พูนดินคลุมโคนเผือก หัวเผือกจะดูดอาหารจากดินคลุมโคนได้ง่ายขึ้น จึงทำให้เผือกมีหัวป้อมใหญ่ น้ำหนักดี

การใส่ปุ๋ย
ดินปลูกเผือกต้องเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีธาตุอาหารสูง ดังนั้นการใส่ปุ๋ยจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรทำดังต่อไปนี้

1. ก่อนทำการปลูกเผือกให้ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม หรือคลุกในหลุมปลูก หลุมละ 2-3 กำมือ

2. ใส่เดือนละ 1 ครั้งหลังจากปลูกเผือกแล้ว ควรใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยวิทยาศาสตร์รวมกัน ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ควรเป็นปุ๋ยน้ำ เพราะมีธาตุไนโตรเจนสูง ใส่ต้นละ 1 ช้องแกง ปุ๋ยคอกต้นละ 1 กำมือ โดยผสมปุ๋ยทั้ง 2 ชนิดให้เข้ากัน ขุดร่องรอบต้น ห่างต้น 1 ฝ่ามือ โรยปุ๋ยใส่ลงไปกลบดินรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้ง

3. ใส่ปุ๋ยบำรุงหัวที่มีส่วนผสมของธาตุโปแตสเซียมอยู่ด้วยเมื่อเผือกอายุได้ 2-4 เดือน วิธีสังเกตในการซื้อปุ๋ยรวมหรือปุ๋ยผสมว่ามีธาตุโปแตสเซียมอยู่ด้วยหรือไม่ ให้ดูตัวเลขบนกระสอบ เช่น ถ้าบนกระสอบพิมพ์ไว้ว่า 8-10-12 ตัวเลขหลังสุดคือ 12 แสดงว่ามีปุ๋ยโปแตสเซียมใช้บำรุงหัว แต่ถ้าพิมพ์ว่า 16-20-0 ตัวเลขหลังสุดเป็น 0 แสดงว่าไม่มีปุ๋ยโปแตสเซียม ถ้าร้านค้ามีเฉพาะปุ๋ยโปแตสเซียมขาย จะเป็นโปแตสเซียมคลอไรด์ หรือโปแตสเซียมซัลเฟตก็ได้ โรยรอบต้นๆ ละ 1 ช้อนแกง พูนดินกลบ รดน้ำให้ชุ่ม

ศัตรูของเผือกหอม
1. เพลี้ยอ่อน มักจะรบกวนใบเผือกเสมอ ทำให้ต้นเผือกไม่เจริญเติบโต แคระแกร็น ป้องกันกำจัดโดยใช้ยาอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
-ไดเมทโธเอท
-ไดเมครอน
-มาลาไธออน
2-4 ช้อนสังกะสี ต่อน้ำ 1 ปี๊บฉีดพ่นใบให้ทั่ว

2. หนอนกัดกินใบ เมื่อต้นเผือกถูกหนอนกัดกินใบจะชะงักการเจริญเติบโต ควรใช้ยาเซฟวิน 85 หรือมาลาไธออน อัตราส่วน 2-4 ช้อนสังกะสี ต่อน้ำ 1 ปี๊บฉีดพ่น

3. โรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อรา ป้องกันการลุกลามและกำจัดโดยใช้ยาเธอราคลอ หรือไดโพลาแทน อัตรา 1-2 ช้อนสังกะสี ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หยอดโคนต้น

ข้อควรระวังในการปลูกเผือกหอม
ไม่ควรใช้ยาชนิดเม็ดหยอดบริเวณหัวเผือกในการป้องกันโรคหัวเน่า เช่น ยาเทมมิค 10 จี ไทเมค 10 จี และ บี.เอส.ซี. เพราะมีฤทธิ์ตกค้างยาวนานถึง 120 วัน หรือมากกว่านั้น ถ้าเกษตรกรเก็บเผือกไปขายแก่ผู้บริโภคอาจเป็นอันตรายถึงตายได้ หากจำเป็นต้องใช้ยานี้ควรใช้ก่อนวันเก็บเกี่ยวตั้งแต่ 120 วันขึ้นไป

การเก็บเกี่ยวเผือกหอม
เมื่อเผือกอายุใกล้จะเก็บเกี่ยวได้ ใบจะค่อยๆ เป็นสีเหลือง ตั้งแต่ใบล่างขึ้นไปจนเหลือตรงส่วนยอด 2-3 ใบ แสดงว่าหัวเผือกแก่จัดควรขุดได้แล้ว ซึ่งนับจากวันปลูกถึงวันเก็บเกี่ยวประมาณ 7 เดือน ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานกว่านี้น้ำหนักของหัวเผือกจะลดลง

วิธีขุดหัวเผือก ใช้จอบหรือเสียมขุดใกล้ต้นเผือกแล้วงัดต้นเผือกขุดกองรวมกันไว้ หลังจากเก็บหัวเผือกแล้ว ให้เก็บลูกเผือกหรือลูกซอหาฟางหรือหญ้าคลุมดินไว้กันความร้อนจากแสงแดด จะสามารถเก็บปลูกไว้ในดินได้นานสำหรับทำพันธุ์คราวต่อไป ถ้าฝนตกชุกต้องเก็บลูกเผือกขึ้นจากดิน เพราะลูกเผือกจะเน่าเสียหายได้ ให้นำไปวางไว้ในที่ร่มอากาสถ่ายเทได้สะดวก

ส่วนต้นเผือกที่ขุดมาต้องลอกกาบแห้งๆ ออกให้หมด ตัดลูกเผือก ตัดราก และส่วนยอดทิ้งเหลือแต่หัวเผือก สำหรับลูกเผือกจะเก็บไว้ทำพันธุ์หรือขายก็ได้ เผือกหอมเป็นพืชที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ดีอีกพืชหนึ่ง ในเนื้อที่ 1 ไร่จะได้ผลผลิตเผือกหอมประมาณ 1,400-2,000 กิโลกรัม

ที่มา : vichakaset
รูปภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

error: Content is protected !!